เปิดโครงสร้างราคาน้ำมันไทย ตอบปัญหาคาใจประชาชน ไม่ว่าน้ำมันตลาดโลกราคา 70 หรือ 140 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ทำไม? ราคาน้ำมันในไทยถึงแพงเท่ากัน! แฉชัดๆ มาจากรัฐกินนิ่มค่าภาษีและกองทุนน้ำมัน คิดเป็นสัดส่วนร่วม 50% ของราคาน้ำมันต่อลิตร เทียบกับปีที่แล้วที่น้ำมันดิบราคามากกว่า 110 เหรียญสหรัฐ ยังมีสัดส่วนแค่ 28% ทั้งที่สนพ.ระบุเงินจัดเก็บเข้ารัฐ อัตรามาตรฐานอยู่ที่ระดับ 30-35% เท่านั้น เผยเหตุรัฐบาลออกอาการถังแตก จนต้องปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตเป็น 7 บาทต่อลิตร แม้หลายฝ่ายจะออกมาค้าน เพราะปกติสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ รัฐบาลต้องช่วยลดภาระค่าครองชีพ แต่นี่กลับโยนภาระให้กับประชาชน แบกรับซะจนหน้าเขียว!
       


       สร้างความกังขาไปทั่ว ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปัจจุบัน เคลื่อนไหวอยู่ระหว่าง 65-70 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล แต่ราคาน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศ กลับแทบจะไม่แตกต่างจากเมื่อช่วงกลางปีที่แล้ว ที่ราคาน้ำมันดิบพุ่งไปมากกว่า 120 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล จนสูงสุดกว่า 140 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล…
       มันเกิดอะไรขึ้น? ทั้งที่เฉพาะราคาเนื้อน้ำมันดิบบาร์เรลละ 65 เหรียญสหรัฐ ซึ่งจำนวน 1 บาร์เรล เท่ากับ 159 ลิตร ฉะนั้นเฉลี่ยราคาก็ตกลิตรละ 0.40 เหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นเงินไทยก็อยู่ที่ลิตรละ 13.90 บาท (อัตราแลกเปลี่ยนที่ 34 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ)
       
       แล้วทำไม?...พอกลายเป็นน้ำมันเบนซิน 95 ถึงพุ่งเป็น 39 บาทไปได้!
       หรือยกตัวอย่างรายงานสถานการณ์ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงล่าสุด ของสำนักนโยบายแผนและพลังงาน(สนพ.) กระทรวงพลังงาน เมื่อวันที่ 13-19 ก.ค.ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันเบนซินออกเทน 95 ในตลาดจรสิงโปร์ 68.73 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ซึ่งหากคิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 14.70 บาทต่อลิตร แต่น้ำมันเบนซิน 95 ในไทยกลับพุ่งไป 38.64 บาท (20 ก.ค.2552)
       
       จึงน่าสงสัยว่า... น้ำมันไทยมีค่าอะไรบ้าง? ที่บวกเข้าไปแล้ว จึงทำให้ราคาเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 2 เท่าตัว!!
       
       ก่อนที่จะเจาะเข้าไปถึงสาเหตุที่ทำให้น้ำมันแพงมหาโหด มาทำความรู้จักโครงสร้างราคาน้ำมันของไทยก่อนดีกว่า...
       จากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(สพช.) โครงสร้างราคาน้ำมันของไทยแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ 1.ราคาน้ำมันขายส่งหน้าโรงกลั่น และ 2.ราคาขายปลีก ซึ่งทั้งสองส่วนจะเกี่ยวข้อง และมีผลต่อราคาสุดท้าย ที่ผู้ใช้รถเติมจากปั๊มน้ำมันนั่นเอง
       
       โดยราคาน้ำมันขายส่งหน้าโรงกลั่น จะประกอบไปด้วย ราคา ณ โรงกลั่น ที่หมายถึงต้นทุนในการซื้อน้ำมันดิบจากต่างประเทศ (เกือบทั้งหมดไทยนำเข้า) รวมค่าขนส่ง และค่ากระบวนการกลั่น บวกภาษีสรรพสามิต บวกภาษีเทศบาล บวกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง บวกกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน และสุดท้ายภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) รวมกันออกมาเป็น… “ราคาขายส่ง ณ หน้าโรงกลั่น”
       เมื่อโรงกลั่นขายต่อให้บริษัทน้ำมัน เป็นราคาขายส่ง ณ หน้าโรงกลั่น เพื่อจำหน่ายต่อให้กับประชาชนทั่วไป เรียกว่า... “ราคาขายปลีก”
       
       แต่ก่อนที่จะมาเป็นราคาน้ำมันขายปลีก ย่อมต้องมีการบวกต้นทุนและกำไรต่างๆ เข้าไปอีก ประกอบไปด้วยราคาขายส่ง ณ หน้าโรงกลั่น และบวกค่าการตลาด ที่หมายถึงต้นทุนค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการ หรือบริษัทน้ำมันยี่ห้อนั้นๆ เช่น ค่าจ้างแรงงาน ค่าขนส่งจากคลังน้ำมันไปยังสถานีบริการน้ำมัน ค่าสารปรับปรุงคุณภาพ ค่าส่งเสริมการตลาด และค่าผลตอบแทนในการดำเนินธุรกิจ เป็นต้น
       
       สุดท้ายก็มาบวกภาษีมูลค่าเพิ่มซ้ำอีกรอบ จึงออกมาเป็น… “ราคาขายปลีก” (ดูตารางประกอบ) ที่จำหน่ายให้กับประชาชนผู้ใช้รถทั่วไป
       
       ทั้งนี้สนพ. ได้สรุปโครงสร้างราคาน้ำมันของไทย แบ่งเป็นค่าต้นทุนในการซื้อน้ำมันจากโรงกลั่น หรือนำเข้าจากต่างประเทศ มีสัดส่วน 50-60% ค่าภาษีและกองทุนต่างๆ มีสัดส่วน 30-35% และค่าการตลาดจะอยู่ประมาณ 10%
       มาถึงตรงนี้คงมีคำถามแล้วว่า... ในเมื่อโครงสร้างราคาน้ำมันก็ชัดเจน การขึ้น-ลงของน้ำมันก็น่าจะขึ้นอยู่กับราคาน้ำมันโลกเป็นหลัก แล้วอะไร? เป็นเหตุให้ราคาน้ำมันไทยถึงแพงเท่ากัน ไม่ว่าราคาน้ำมันโลกจะ 70 หรือ 140 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล
       
       ราคาน้ำมันตลาดโลก ค่าการตลาด ภาษีสรรพสามิต และกองทุนน้ำมัน เป็นปัจจัยหลักของคำตอบ!
       
       แน่นอนเรื่องราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก เราไม่สามารถกำหนดเองได้อยู่แล้ว แต่สิ่งที่เรากำหนดเองอย่างภาษีทั้งหลาย และกองทุนน้ำมัน นั่นแหละที่ดูจะมีบทบาทที่ทำให้ราคาน้ำมันไทยแพงหูฉี่อยู่ขณะนี้
       
       ทีนี้มาดูราคาน้ำมันวันที่ 3 สิงหาคมที่ผ่านมา ราคาน้ำมันเบนซิน 95 อยู่ที่ 39.74 บาทต่อลิตร แต่จะพบว่าเงินที่เก็บเข้ารัฐในรูปแบบต่างๆ มีสัดส่วนมากถึง 45% (ดูตาราง 1 ประกอบ)
       เป็นเงินภาษีสรรพสามิต 7 บาท ภาษีเทศบาล 0.70 บาท กองทุนน้ำมัน 7 บาท กองทุนอนุรักษ์ฯ 0.75 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือแวต คิดซ้อนกัน 2 ครั้ง เป็นเงิน 2.60 บาท รวมแล้วมากถึง 18.0499 บาท!!
       
       ยิ่งน้ำมันเบนซิน 91 เงินเก็บเข้ารัฐพุ่งถึง 48% ส่วนน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 และ 91 เก็บน้อยลงมาหน่อย เพราะเป็นพลังงานทดแทนที่รัฐสนับสนุนผ่านกองทุนน้ำมัน(เก็บน้อยลง หรือชดเชยแทนภาษีสรรพสามิต ส่งผลตัวเลขเงินจัดเก็บกองทุนน้ำมันบางรายการเป็น-) ทำให้สัดส่วนอยู่ที่ประมาณ 36-37%
       
       แต่ยังนับว่ามากกว่าสัดส่วน 30-35% ที่สนพ.ได้เเปิดเผยสัดส่วนค่าภาษีและกองทุนต่างๆ ที่มีสัดส่วน 30-35% เท่านั้น!!

       อาจจะดูเป็นเรื่องไม่ผิดปกติ แต่เมื่อเทียบโครงสร้างราคาน้ำมันเบนซิน 95 ณ วันที่ 4 สิงหาคม 2551 อยู่ที่ 39.39 บาท (ดูตาราง 2 ประกอบ) ซึ่งเป็นช่วงที่ราคาน้ำมันดิบอยู่ที่กว่า 110 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล (ดูต้นทุนราคาหน้าโรงกลั่นจะเห็นความแตกต่างชัดเจน) กลับพบความแตกต่างชัดเจน เพราะมีสัดส่วนเงินเก็บเข้ารัฐเพียง 27.50%
       
       และไม่ต้องไปดูน้ำมันแก๊สโซฮอล์ทั้งหลาย เงินเก็บเข้ารัฐเพียงแค่ 2-3 บาทต่อลิตรเท่านั้น เนื่องจากได้รับการลดหย่อนภาษีสรรพสามิต จากมาตรการช่วยเหลือประชาชน “6 มาตรการ 6 เดือน ช่วยเหลือประชาชน” ของรัฐบาลอดีตนายกฯ “สมัคร สุนทรเวช” นับตั้งแต่วันที่ 25 กรกฎาคม 2551 – 31 มกราคม 2552 ภายหลังราคาน้ำมันปรับตัวพุ่งสูงถึงกว่า 40 บาทต่อลิตร เมื่อกลางปีที่แล้ว
       
       อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้เกิดความเสียเปรียบ ให้ดูสัดส่วนเงินเก็บเข้ารัฐจากน้ำมันเบนซิน 95 และ 91 เพราะไม่ได้อยู่ใน “6 มาตรการ 6 เดือน ช่วยเหลือประชาชน” และคงจะเห็นต้นตอราคาน้ำมันแพงได้อย่างชัดเจน
       
       มาจากเงินที่รัฐจัดเก็บค่าภาษีและกองทุนน้ำมันจากผู้ค้าน้ำมันนั่นเอง!!
       โดยจุดพลิกที่ทำให้น้ำมันในไทยปัจจุบันแพงผิดปกติ ย่อมมาจากการยกเลิกการลดหย่อนจัดเก็บภาษีสรรพสามิต จาก “6 มาตรการ 6 เดือน ช่วยเหลือประชาชน” ของรัฐบาลนายกฯ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2552 ที่ผ่านมา
       และไม่เพียงเท่านั้น รัฐบาลโอบามาร์คยังลักไก่ปรับภาษีสรรพสามิต น้ำมันเบนซินทุกประเภทชนเพดานสูงสุด 5 บาทต่อลิตร จากเดิมเรียกเก็บอยู่ที่ 3.685/4.685 บาทต่อลิตร ส่วนน้ำมันดีเซลทุกประเภท เดิมจัดเก็บอยู่ที่ 2.1898/2.305 และ 2.405 บาทต่อลิตร ปรับขึ้นไปเป็น 2.190/3.305 และ4.00 บาทต่อลิตร ขณะที่ภาษีสรรพสามิตน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E10 ทุกประเภท และ E20 ปรับเพิ่มแบบปัดตัวเลขทศนิยม จาก 3.165 เป็น 3.317 บาทต่อลิตร
       
       แต่นั่นยังไม่เท่าไหร่ หากเทียบกับการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันระลอก 2 ภายหลังรัฐบาลออกอาการถังแตก!
       

       ด้วยการออกพระราชกำหนดขยายเพดานจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมัน โดยเพิ่มจาก 5 บาทต่อลิตร เป็น 10 บาทต่อลิตร ซึ่งกระทรวงการคลังได้ออกประกาศกระทรวง เพื่อให้มีผลบังคับใช้เกี่ยวกับอัตราการจัดเก็บภาษีน้ำมันเพิ่มขึ้นจากเดิม 2 บาทต่อลิตร หรือเป็น 7 บาทต่อลิตร (ยังไม่เต็มเพดาน) และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เที่ยงคืนวันที่ 14 พฤษภาคม 2552 เป็นต้นไป...

       ทั้งที่เรื่องนี้หลายฝ่ายต่างออกมาแย้งไม่เห็นด้วย เพราะในสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำเช่นนี้ รัฐควรจะช่วยประชาชนลดภาระค่าครองชีพ และลดต้นทุนทางธุรกิจ เพื่อร่วมกันกระตุ้นเศรษฐกิจชาติให้ยืนอยู่ได้
       
       แน่นอนว่าราคาน้ำมันปัจจุบัน จึงล้วนจัดเก็บตามอัตราภาษีสรรพสามิตใหม่ แม้แต่น้ำมันแก๊สโซฮอล์ก็ไม่แตกต่าง โดยได้รับการอุดหนุนจากกองทุนน้ำมันเพียงแค่ไม่กี่สตางค์เท่านั้น ยกเว้นน้ำมันแก๊สโซฮอล์ อี85
       
       เหตุนี้จึงไม่แปลกที่สัดส่วนเงินเก็บเข้ารัฐ จะสูงถึง 36-48% ทั้งที่สนพ. เคยระบุว่าเงินค่าภาษีและกองทุนต่างๆ ที่รัฐเก็บจากผู้ค้าน้ำมันเพียงแค่ 30-35% ปัจจุบันมันจะพุ่งไปกว่า 36-48%
       
       ฉะนั้นคำถามที่ว่า… ทำไม? ราคาน้ำมันไทยแพง ทั้งที่ราคาน้ำมันตลาดโลกต่ำกว่าเมื่อปีที่แล้ว คงจะได้คำตอบชัดเจนแล้ว… สาเหตุมาจากอะไร?! นอกจากการโยนให้บริษัทปตท., โรงกลั่น และราคาน้ำมันในตลาดโลก!!
       
       ตาราง 1 : โครงสร้างราคาน้ำมัน ณ วันที่ 3 สิงหาคม 2552

       
ชนิดน้ำมัน ราคาหน้าโรงกลั่น ภาษีสรรพสามิต ภาษีเทศบาล กองทุนน้ำมัน กองทุนอนุรักษ์ฯ ราคาขายส่งหน้าโรงกลั่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม ราคาขายส่งและภาษีฯ ค่าการตลาด ภาษีมูลค่าเพิ่ม ราคาขายปลีก
เบนซิน 95 17.1123 7 0.7 7 0.75 32.5623 2.2794 34.8417 4.5779 0.3205 39.74
แก๊สโซฮอล์ 95 E10 17.7236 6.3 0.63 2.27 0.25 27.1736 1.9022 29.0758 1.3684 0.0958 30.54
แก๊สโซฮอล์ 95 E20 18.2403 5.6 0.56 -0.46 0.25 24.1903 1.6933 25.8836 2.2022 0.1542 28.24
แก๊สโซฮอล์ 95 E85 20.6633 1.05 0.105 -7.13 0.25 14.9383 1.0457 15.984 5.5476 0.3883 21.92
เบนซิน 91 16.6914 7 0.7 5.7 0.75 30.8414 2.1589 33.003 1.0651 0.0746 34.14
แก๊สโซฮอล์ 91 E10 17.5384 6.3 0.63 1.67 0.25 26.3884 1.8472 28.2356 1.406 0.0984 29.74
ดีเซล 16.622 5.31 0.531 1.7 0.75 24.913 1.7439 26.6569 1.3393 0.0938 28.09
ดีเซล B5 16.9201 5.04 0.504 -0.23 0.25 22.4841 1.5739 24.058 1.1514 0.0806 25.29


       หมายเหตุ : ที่มา - สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน
       หน่วย = บาท/ลิตร
       อัตราแลกเปลี่ยน = 34.1916 บาท/เหรียญสหรัฐ
       ราคาเอทานอล = 21.29 บาท/ลิตร
       ราคไบโอดีเซล (B100) = 26.36 บาท/ลิตร
       อ้างอิงราคาขายปลีกน้ำมันของบริษัท ปตท.
       อ้างอิงราคาขายปลีกน้ำมันเบนซิน 95ของปิโตรนาส
       
       ตาราง 2 : โครงสร้างราคาน้ำมัน ณ วันที่ 4 สิงหาคม 2551

       
ชนิดน้ำมัน ราคาหน้าโรงกลั่น ภาษีสรรพสามิต ภาษีเทศบาล กองทุนน้ำมันฯ กองทุนอนุรักษ์ ราคาขายส่งหน้่าโรงงาน ภาษีมูลค่าเพิ่ม ราคาขายส่งและภาษีฯ ค่าการตลาด ภาษีมูลค่้าเพิ่ม ราคาขายปลีก
เบนซิน 95 26.1653 3.685 0.3685 3.45 0.75 34.4188 2.4093 36.8281 2.3943 0.1676 39.39
แก๊สโซฮอล์ 95 E10 25.5403 0.0165 0.0017 0.25 0.25 26.0585 1.8241 27.8826 2.4363 0.1706 30.49
แก๊สโซฮอล์ 95 E20 24.8222 0.0165 0.0017 -0.3 0.25 24.7903 1.7353 26.5256 2.4901 0.1743 29.19
เบนซิน 91 25.746 3.685 0.3685 3 0.75 33.5495 2.3485 35.898 1.9552 0.1369 37.99
แก๊สโซออล์ 91 E10 25.3535 0.0165 0.0017 -0.25 0.25 25.3716 1.776 27.1477 2.376 0.1663 29.69
ดีเซล 31.9354 0.005 0.0005 0.1 0.25 32.2909 2.2604 34.5512 2.6998 0.189 37.44
ดีเซล B5 32.1599 0.0898 0.009 -1.3 0.25 31.2087 2.1846 33.3933 3.1278 0.2189 36.74


       หมายเหตุ : ที่มา - สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน
        หน่วย = บาท/ลิตร
        อัตราแลกเปลี่ยน = 33.6592 บาท/เหรียญสหรัฐ
        ราคาเอทานอล = 18.01 บาท/ลิตร
        ราคไบโอดีเซล (B100) = 39.27 บาท/ลิตร
        อ้างอิงราคาขายปลีกน้ำมันของบริษัท ปตท.
        อ้างอิงราคาขายปลีกน้ำมันเบนซิน95 ของเชลล์

ที่มา www.manager.co.th

Comment

Comment:

Tweet