การวางแผนทางการเงิน

posted on 22 Sep 2009 12:53 by insurance-quote

<script type="text/javascript"><!--
google_ad_client = "pub-7346104795489685";
/* 728x15, ถูกสร้างขึ้นแล้ว 8/7/09 */
google_ad_slot = "6462468622";
google_ad_width = 728;
google_ad_height = 15;
//-->
</script>
<script type="text/javascript"
src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js">
</script>

&nbsp;
<h2 class=date-header>Monday, September 21, 2009</h2>
<div class="post hentry uncustomized-post-template"><a name=5624407206980460612></a>
<h3 class="post-title entry-title"><a href="http://business-loan-mortgage.blogspot.com/2009/09/blog-post_4297.html">การวางแผนทางการเงิน</a> </h3>
<div class=post-header-line-1></div>
<div class="post-body entry-content">
<div style="FLOAT: left">
<script type=text/javascript><!--
google_ad_client = "pub-7346104795489685";
google_ad_host = "pub-1556223355139109";
/* 250x250, ????????? 9/21/09 */
google_ad_slot = "4698577441";
google_ad_width = 250;
google_ad_height = 250;
//-->
</script>

<script src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js" type=text/javascript>
</script>

<script src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/expansion_embed.js"></script>

<script src="http://googleads.g.doubleclick.net/pagead/test_domain.js"></script>

<script src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/render_ads.js"></script>

<script>google_protectAndRun("render_ads.js::google_render_ad", google_handleError, google_render_ad);</script>
<ins style="PADDING-RIGHT: 0px; PADDING-LEFT: 0px; VISIBILITY: visible; PADDING-BOTTOM: 0px; MARGIN: 0px; WIDTH: 250px; BORDER-TOP-STYLE: none; PADDING-TOP: 0px; BORDER-RIGHT-STYLE: none; BORDER-LEFT-STYLE: none; POSITION: relative; HEIGHT: 250px; BORDER-BOTTOM-STYLE: none"><ins style="PADDING-RIGHT: 0px; DISPLAY: block; PADDING-LEFT: 0px; VISIBILITY: visible; PADDING-BOTTOM: 0px; MARGIN: 0px; WIDTH: 250px; BORDER-TOP-STYLE: none; PADDING-TOP: 0px; BORDER-RIGHT-STYLE: none; BORDER-LEFT-STYLE: none; POSITION: relative; HEIGHT: 250px; BORDER-BOTTOM-STYLE: none"><iframe id=google_ads_frame1 style="LEFT: 0px; POSITION: absolute; TOP: 0px" name=google_ads_frame marginWidth=0 marginHeight=0 src="http://googleads.g.doubleclick.net/pagead/ads?client=ca-pub-7346104795489685&amp;output=html&amp;h=250&amp;slotname=4698577441&amp;w=250&amp;lmt=1253598659&amp;host=pub-1556223355139109&amp;flash=10.0.32.18&amp;url=http%3A%2F%2Fbusiness-loan-mortgage.blogspot.com%2F2009%2F09%2Fblog-post_4297.html&amp;ref=http%3A%2F%2Fbusiness-loan-mortgage.blogspot.com%2F&amp;dt=1253598686407&amp;correlator=1253598686423&amp;frm=0&amp;ga_vid=1709145538.1253598686&amp;ga_sid=1253598686&amp;ga_hid=889900268&amp;ga_fc=0&amp;u_tz=420&amp;u_his=35&amp;u_java=1&amp;u_h=768&amp;u_w=1024&amp;u_ah=738&amp;u_aw=1024&amp;u_cd=16&amp;u_nplug=0&amp;u_nmime=0&amp;biw=1004&amp;bih=583&amp;fu=0&amp;ifi=1&amp;dtd=31&amp;xpc=CC7mVVUR4d&amp;p=http%3A//business-loan-mortgage.blogspot.com" frameBorder=0 width=250 scrolling=no height=250 allowTransparency></iframe></ins></ins></div>ทุกคนทราบว่าการลงทุนสำหรับแต่ละคนนั้นย่อมแตกต่างกัน คนในแต่ละช่วงอายุย่อมมีวัตถุประสงค์ในการลงทุนที่ต่างกันด้วย กลุ่มตัวอย่าง 3 กลุ่มดังต่อไปนี้ จะช่วยให้คุณเข้าใจความต้องการและแนวทางการวางแผนการลงทุนของคนต่างวัยและต่างสถานะ โดยอาจนำมาปรับให้เหมาะกับรูปแบบการลงทุนของคุณให้มากขึ้น<br><br><br><br>1.1 หนุ่มสาวในวัย 25<br>เป็นช่วงอายุที่อยู่ในวัยเริ่มต้นการทำงาน กำลังสร้างเนื้อสร้างตัว และ ยังไม่มีค่าใช้จ่ายประจำมากนัก ดังนั้น หากเริ่มการลงทุนเพื่อไว้ใช้จ่ายและใช้ยามเกษียณตั้งแต่ช่วงวัยนี้จะช่วยเพิ่มโอกาสในการลงทุน มากขึ้น เนื่องจากวัยนี้ถือว่าเป็นวัยที่เพิ่งเริ่มต้นและยังมีระยะเวลาในการทำงานเพื่อออมเงินอีกนาน จึง ควรจะสามารถรับความเสี่ยงจากการลงทุนได้สูงที่สุด หากเทียบกับคนที่มีรายได้ในระดับเดียวกันแต่อายุ สูงแล้ว<br><br>ดังนั้น เพื่อเพิ่มโอกาสให้เงินลงทุนเพิ่มมูลค่าได้มากขึ้น จึงอาจที่จะจัดสรรการลงทุนในสินทรัพย์ ประเภทหุ้น ที่มีโอกาสให้ผลตอบแทนสูงได้มากขึ้น<br><br>1.2 คู่แต่งงานที่มีรายได้ทั้งคู่ที่อยู่ในวัย 40<br>เป็นช่วงอายุที่ควรต้องให้ความสำคัญแก่วัตถุประสงค์ระยะยาวเป็นหลัก ซึ่งหมายถึงการเริ่มดำเนิน การวางแผนการลงทุนเพื่อรองรับการใช้จ่ายยามเกษียณ และ ค่าใช่จ่ายสำหรับการศึกษาบุตร (ในกรณี ที่มีบุตร) เนื่องจากถือว่าได้ทำงานเก็บเงินมาพอสมควรแล้ว ในขณะเดียวกันก็ยังต้องการให้เงินลงทุน เพิ่มมูลค่าเพื่อไว้ใช้จ่ายด้วย<br><br>ดังนั้น แผนการลงทุนอาจต้องลดความเสี่ยงลงบ้าง เช่น หากเคยลงทุนในหุ้นในสัดส่วนที่สูงมาก อาจ ต้องปรับให้มีอัตราลดลง และ โยกไปลงทุนในประเภทอื่นที่จะทำให้ภาพรวมการลงทุนมีความเสี่ยงลดลง<br><br>1.3 คู่สามีภรรยาที่เพิ่งเกษียณอายุในวัย 60<br>เป็นช่วงอายุที่ต้องเริ่มใช้เงินที่สะสมมาจากการทำงาน ซึ่งเงินจำนวนที่เก็บสะสมมาและที่ได้รับเมื่อ เกษียณอายุนั้น ควรวางแผนการลงทุนให้ดีเพื่อไว้ใช้จ่ายให้ได้นานที่สุด เนื่องจากอาจมีค่าใช้จ่ายเพิ่ม ขึ้นจากวัยทำงาน เช่น ค่ารักษาพยาบาล ค่าเดินทางท่องเที่ยว เป็นต้น<br><br>ดังนั้น การลงทุนสำหรับคนวัยนี้ ควรมีความเสี่ยงต่ำไปจนถึงปานกลางแต่ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ เพื่อรองรับค่าใช้จ่ายประจำ โดยอาจลดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นให้น้อยที่สุด แต่ก็ต้องมั่นใจว่าการลงทุน ที่เลือกต้องครอบคลุมค่าใช้จ่ายด้วย<br><br>อย่างไรก็ตาม คุณควรตรวจสอบนโยบายการลงทุนของคุณปีละครั้ง เนื่องจาก ระยะเวลาในการลงทุน ของคุณที่ได้ตั้งเป้าหมายเอาไว้ก็จะลดลงในแต่ละปี และเมื่อเวลาเปลี่ยนแปลงไปคุณอาจคิดต่างออกไป จากเดิมโดยอาจเปลี่ยนแปลงวัตุประสงค์ นโยบายการลงทุนของคุณก็เป็นได้<br><br><br>
<p align=left><span style="FONT-FAMILY: verdana"><span style="FONT-SIZE: 85%"><font size=1><span style="FONT-SIZE: 100%; COLOR: #000000"><u><strong>Web Goodness</strong></u></span><span style="COLOR: #ffffff">------</span></font></span></span><a href="http://www.jthailand.com/gtalangame.html"><span style="FONT-SIZE: 85%; COLOR: #000000; FONT-FAMILY: verdana"><u><font size=1>GTA VC</font></u></span></a><span style="FONT-SIZE: 85%; COLOR: #000000; FONT-FAMILY: verdana"><font size=1> <span style="COLOR: #ffffff">-----</span> </font></span><a href="http://www.jthailand.com/gtasanandreas.html"><span style="FONT-SIZE: 85%; COLOR: #000000; FONT-FAMILY: verdana"><u><font size=1>GTA San Andreas</font></u></span></a><span style="FONT-SIZE: 85%; COLOR: #ffffff; FONT-FAMILY: verdana"><font size=1> --- </font></span><a href="http://www.jthailand.com/"><span style="FONT-SIZE: 85%; COLOR: #000000; FONT-FAMILY: verdana"><u><font size=1>Internet Cafe</font></u></span></a><span style="COLOR: #000000; FONT-FAMILY: verdana"><span style="FONT-SIZE: 85%"><font size=1> <span style="COLOR: #ffffff">---</span></font></span></span><a href="http://watch-live-free-tv-online.blogspot.com/"><u><span style="FONT-SIZE: 85%; COLOR: #000000; FONT-FAMILY: verdana"><font size=1>Watch Live TV</font></span></u></a><span style="COLOR: #000000; FONT-FAMILY: verdana"><span style="FONT-SIZE: 85%"><font size=1> <span style="COLOR: #ffffff">--- </span></font></span></span><u><a href="http://www.jthailand.com/gtalangame.html"><span style="COLOR: #000000"><span style="FONT-SIZE: 85%; FONT-FAMILY: verdana"><u><font size=1>GTA Lan Game</font></u></span><br></span></a></u></p></div></div>
<script type="text/javascript"><!--
google_ad_client = "pub-7346104795489685";
/* 728x90, ถูกสร้างขึ้นแล้ว 8/7/09 */
google_ad_slot = "0356703825";
google_ad_width = 728;
google_ad_height = 90;
//-->
</script>
<script type="text/javascript"
src="http://pagead2.googlesyndication.com/pagead/show_ads.js">
</script>

Monday, September 21, 2009

รู้จักตนเองก่อนเริ่มลงทุน

การตัดสินใจในการลงทุนของคุณที่ผ่านมาอาจไม่ใช่เรื่องยาก เพราะคุณอาจลงทุนตามวิถีทางเดิม ที่เป็นที่คุ้นเคยกันอย่างดี เช่น การฝากเงิน หรือ อาจเคยลงทุนกับหน่วยลงทุนตามคำชี้ชวนของบุคคลอื่น โดยไม่ได้ศึกษาข้อมูลการลงทุนที่แท้จริง เนื่องมาจากผู้ขายอาจไม่ได้อธิบายมากนักและทำให้คุณเข้าใจว่า การลงทุนในกองทุนที่เสนอขายไม่มีความเสี่ยงใดๆ ความไม่เข้าใจของคุณในฐานะผู้ลงทุนและของผู้ขาย เองในบางกรณี อาจทำให้คุณลงทุนในสิ่งที่ไม่เหมาะกับวัตถุประสงค์ ระยะเวลาในการลงทุน และ ระดับ ความเสี่ยงที่คุณยอมรับได้

แต่การลงทุนอาจเป็นเรื่องง่ายมากหากคุณมีโอกาสทำความเข้าใจในตัวคุณเองและสิ่งที่คุณต้องการ จะลงทุน โดยก่อนการลงทุนในแต่ละครั้งคุณควรถามตัวเองว่าคุณมีความเข้าใจในตราสารหรือหลักทรัพย์ ประเภทที่คุณสนใจลงทุนมากน้อยเพียงใด หลักทรัพย์นั้นๆให้ผลตอบแทนอย่างไร ในรูปแบบไหน มี ความเสี่ยงมากน้อยเพียงไร และคุณคิดว่าเหมาะสมกับคุณหรือไม่ หากยังไม่ทราบหรือยังไม่แน่ใจ คุณควรศึกษาหาข้อมูลเกี่ยวกับการลงทุนประเภทนั้นๆ ก่อน

ในกรณีที่คุณสนใจลงทุนกับกองทุนรวม คุณควรอ่านหนังสือชี้ชวนก่อนการตัดสินใจ เพื่อทราบข้อมูล ของกองทุนว่า วัตถุประสงค์ของกองทุนคืออะไร มีนโยบายการลงทุนอย่างไร ผู้จัดการกองทุนนำเงินของ คุณไปลงทุนอะไรบ้าง ได้รับผลตอบแทนในลักษณะไหน วัตถุประสงค์ของกองทุนตรงกับวัตถุประสงค์ ของคุณหรือไม่ เป็นต้น


รู้จักตัวเอง

การกำหนดวัตถุประสงค์
การกำหนดวัตถุประสงค์ในการลงทุน เป็นการช่วยให้คุณรู้จักตัวเองก่อนการตัดสินใจลงทุนว่า คุณมีความ ต้องการในการลงทุนอย่างไร ต้องการนำผลตอบแทนไปใช้จ่ายเพื่ออะไร หรือ เมื่อไร ซึ่งเมื่อทราบแล้ว จะ สามารถช่วยคุณกำหนดแนวทาง ว่าการลงทุนรูปแบบไหนเหมาะสมกับคุณที่สุด

เข้าใจตัวของคุณเอง


  1. ก่อนอื่น คุณควรทราบวัตถุประสงค์การลงทุนระยะยาวของตนเองว่าเป็นการลงทุนเพื่ออะไรเช่น เพื่อเป็นทุนการศึกษา ของลูกหรือเพื่อเป็นเงินใช้จ่ายเมื่อเกษียณ
  2. คุณรับความเสี่ยงในการลงทุนได้มากน้อยแค่ไหน
  3. คุณต้องการใช้เงินจำนวนเท่าไรในอนาคต และ จำนวนที่ต้องการนำมาลงทุน
  4. ระยะเวลาของการลงทุน
  5. สิ่งสำคัญที่สุด คือ คุณควรเลือกการลงทุนที่เหมาะกับตัวคุณเอง เช่น หากคุณไม่สามารถรับความเสี่ยง จากการสูญเสียเงินต้น คุณควรหลีกเลี่ยงการลงทุนในหุ้น หรือ กำหนดสัดส่วนการลงทุนในหุ้นให้เป็น ส่วนน้อยหรือเพียงบางส่วนของเงินลง ทุนทั้งหมด เป็นต้น
คุณเข้าใจถึงความแตกต่างระหว่าง การออมกับการลงทุน หรือยัง การออม คือการเก็บสะสมเงินทีละเล็กทีละน้อยให้พอกพูนขึ้นเมื่อเวลาผ่านไป เพื่อเป็นค่าใช้จ่ายประจำ หรือ ไว้ใช้จ่ายในยามฉุกเฉิน ซึ่งการออมส่วนใหญ่มักจะอยู่ในรูปของเงินฝากธนาคาร (ที่รัฐบาลค้ำประกัน) และ มักได้รับผลตอบแทนน้อย (ในบางช่วงเวลาอาจให้ผลตอบแทนต่ำกว่าอัตราเงินเฟ้อ) การลงทุน คือการนำเงินไปสร้างผลตอบแทนที่สูงกว่าการออม โดยการนำเงินออมบางส่วนมาลงทุน เช่น ลงทุนในพันธบัตรหรือ หลักทรัพย์ต่างๆ เพื่อเพิ่มผลตอบแทนโดยรวมให้สูงกว่าการออมเพียงอย่างเดียว ซึ่งหมายความถึงความเสี่ยงที่สูงขึ้น


Web Goodness------GTA VC ----- GTA San Andreas --- Internet Cafe ---Watch Live TV --- GTA Lan Game

edit @ 22 Sep 2009 12:47:02 by Insurance / การประกันภัย / ประกันชีวิต

กองทุนรวมคืออะไร

posted on 22 Sep 2009 07:54 by insurance-quote

กองทุนรวมคืออะไร

 กองทุนรวมคืออะไร

กองเงินทุนที่ผู้ลงทุนนำมาลงทุนในตลาดเงิน ตลาดหุ้น และได้รับผลประโยชน์ตามสัดส่วนของเงินทุนที่ผู้ลงทุนได้ลงทุน โดยมีบริษัทจัดการที่ได้รับใบอนุญาตจัดการลงทุนจากกระทรวงการคลัง เป็นผู้บริหารจัดการกองทุนภายใต้นโยบายการลงทุนและวัตถุประสงค์ของกองทุนที่ได้รับอนุมัติจากสำนักงาน ก.ล.ต. และบริษัทจัดการได้จัดทำเป็นหนังสือชี้ชวนแจกจ่ายให้ผู้ลงทุนได้ศึกษาก่อนตัดสินใจลงทุน นอกจากนี้กองทุนรวมจะมีผู้ดูแลผลประโยชน์ที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับบริษัทจัดการ เป็นตัวแทนของผู้ลงทุน ทำหน้าที่รักษาผลประโยชน์ของผู้ลงทุน รวมทั้งนายทะเบียนกองทุนดูแลทะเบียนรายชื่อ สิทธิประโยชน์ต่าง ๆ ของผู้ลงทุน และผู้สอบบัญชีรับอนุญาตทำหน้าที่ตรวจสอบบัญชีทรัพย์สินของกองทุนรวม

ดังนั้นผู้ลงทุนในกองทุนรวมสามารถมั่นใจได้ว่าเงินลงทุนในกองทุนรวมจะเป็นไปตามนโยบายการลงทุนและวัตถุประสงค์ของกองทุนตามหนังสือชี้ชวนของกองทุนรวม ซึ่งเป็นไปตามที่ผู้ลงทุนต้องการ และจะทำให้ผู้ลงทุนได้รับประโยชน์สูงสุดจากการตัดสินใจลงทุนในกองทุนรวมนั้น อีกทั้งกองทุนรวมยังเป็นนิติบุคคลแยกต่างหากจากบริษัทจัดการ

ความเสี่ยงของผู้ลงทุน

ผู้ลงทุนส่วนมากมักเข้าใจว่า ความเสี่ยงในการลงทุนคือ ความเสี่ยงในการสูญเสียเงินต้นเพียง อย่างเดียว แต่ที่จริงแล้วความเสี่ยงมีหลายประเภทและการลงทุนทุกประเภทมีความเสี่ยงทั้งสิ้น แต่อาจมากน้อยต่างกันไป ดังคำกล่าวที่ว่า ความเสี่ยงสูงผลตอบแทนที่คาดหวังก็สูง ความเสี่ยงต่ำผลตอบแทนที่คาดหวังก็จะต่ำ

ประเภทของความเสี่ยงหลักๆ ในการลงทุนมี ดังนี้



  • ความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอก (Pervasive risk)
    ความเสี่ยงจากปัจจัยภายนอกที่ไม่สามารถควบคุมได้ เช่น สภาวะเศรษฐกิจ ปัจจัยทางการเมือง การเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยน ฯลฯ


  • ความเสี่ยงของบริษัท (Company risk)
    เกิดขึ้นกับมูลค่าหุ้นของแต่ละบริษัท ซึ่งอาจเกิดจากผลประกอบการของบริษัทเองหรือภาพรวมของอุตสาหกรรมที่เปลี่ยนแปลงไป


  • ความเสี่ยงด้านเครดิตหรือการผิดนัดชำระหนี้ (Credit risk or Default risk)
    ความสามารถในการชำระหนี้ของบริษัทที่กู้เงินไปลงทุน ว่าจะสามารถนำเงินมาจ่ายดอกเบี้ยและ เงินต้นคืนตามกำหนดระยะเวลาหรือไม่ ซึ่งหากมีการผิดชำระหนี้จริง กองทุนอาจเกิดผลขาดทุนจากการลงทุนในหุ้นกู้นั้นๆได้


  • ความเสี่ยงอัตราดอกเบี้ย (Interest rate risk)
    เกิดขึ้นจากการที่อัตราดอกเบี้ยในท้องตลาดเปลี่ยนแปลง ทำให้มีผลกระทบต่อราคาของตราสารหนี้ หากอัตราดอกเบี้ยในตลาดลดลง ราคาพันธบัตรหรือหุ้นกู้ก็จะสูงขึ้น แต่หากอัตราดอกเบี้ยในตลาดสูงขึ้น ราคาพันธบัตรหรือหุ้นกู้ก็จะลดลง เช่น เมื่ออัตราดอกเบี้ยในตลาดสูงขึ้น ผู้ขายพันธบัตรหรือหุ้นกู้จะต้องเสนอขายพันธบัตรหรือหุ้นกู้ในอัตราผลตอบแทนที่สูงขึ้นจากเดิม ทำให้ราคาของพันธบัตรหรือหุ้นกู้ลดลง หรือเกิดผลขาดทุนนั่นเอง


  • ความเสี่ยงผลตอบแทนในรูปรายได้ (Income risk)
    เกิดจากการที่รายได้หรือผลตอบแทนลดต่ำลงเนื่องจากอัตราดอกเบี้ยในตลาดต่ำลง โดยจะไม่มีผลกระทบมาถึงส่วนของเงินต้น เช่น การฝากเงิน หรือ การลงทุนในตั๋วสัญญาใช้เงิน


  • ความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง (Liquidity risk)
    เกิดจากสภาวะในการซื้อขายหลักทรัพย์ ในกรณีที่ลงทุนในหลักทรัพย์ที่มีสภาพคล่องต่ำอาจทำให้เกิดความเสี่ยงเมื่อต้องการขาย เช่น หาผู้รับซื้อต่อยากหรือหากมีผู้รับซื้ออาจต้องขายในราคาที่ถูกลง


  • ความเสี่ยงของประเทศที่ลงทุน (Country risk)
    เกิดจากกองทุนรวมลงทุนในประเทศเหล่านั้น ซึ่งการเปลี่ยนแปลงในประเทศเหล่านั้น ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนนายกรัฐมนตรี การเปลียนนโยบายประเทศ อาจทำให้เกิดการผิดนัดชำระหนี้ หรือทำให้เกิดข้อจำกัดในการนำเงินเข้าออกประเทศ


Web Goodness------GTA VC ----- GTA San Andreas --- Internet Cafe ---Watch Live TV --- GTA Lan Game

edit @ 22 Sep 2009 07:58:13 by Insurance / การประกันภัย / ประกันชีวิต

 
       เปิดโครงสร้างราคาน้ำมันไทย ตอบปัญหาคาใจประชาชน ไม่ว่าน้ำมันตลาดโลกราคา 70 หรือ 140 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ทำไม? ราคาน้ำมันในไทยถึงแพงเท่ากัน! แฉชัดๆ มาจากรัฐกินนิ่มค่าภาษีและกองทุนน้ำมัน คิดเป็นสัดส่วนร่วม 50% ของราคาน้ำมันต่อลิตร เทียบกับปีที่แล้วที่น้ำมันดิบราคามากกว่า 110 เหรียญสหรัฐ ยังมีสัดส่วนแค่ 28% ทั้งที่สนพ.ระบุเงินจัดเก็บเข้ารัฐ อัตรามาตรฐานอยู่ที่ระดับ 30-35% เท่านั้น เผยเหตุรัฐบาลออกอาการถังแตก จนต้องปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตเป็น 7 บาทต่อลิตร แม้หลายฝ่ายจะออกมาค้าน เพราะปกติสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ รัฐบาลต้องช่วยลดภาระค่าครองชีพ แต่นี่กลับโยนภาระให้กับประชาชน แบกรับซะจนหน้าเขียว!
       


       สร้างความกังขาไปทั่ว ราคาน้ำมันดิบในตลาดโลกปัจจุบัน เคลื่อนไหวอยู่ระหว่าง 65-70 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล แต่ราคาน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศ กลับแทบจะไม่แตกต่างจากเมื่อช่วงกลางปีที่แล้ว ที่ราคาน้ำมันดิบพุ่งไปมากกว่า 120 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล จนสูงสุดกว่า 140 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล…
       มันเกิดอะไรขึ้น? ทั้งที่เฉพาะราคาเนื้อน้ำมันดิบบาร์เรลละ 65 เหรียญสหรัฐ ซึ่งจำนวน 1 บาร์เรล เท่ากับ 159 ลิตร ฉะนั้นเฉลี่ยราคาก็ตกลิตรละ 0.40 เหรียญสหรัฐฯ คิดเป็นเงินไทยก็อยู่ที่ลิตรละ 13.90 บาท (อัตราแลกเปลี่ยนที่ 34 บาทต่อเหรียญสหรัฐฯ)
       
       แล้วทำไม?...พอกลายเป็นน้ำมันเบนซิน 95 ถึงพุ่งเป็น 39 บาทไปได้!
       หรือยกตัวอย่างรายงานสถานการณ์ราคาน้ำมันเชื้อเพลิงล่าสุด ของสำนักนโยบายแผนและพลังงาน(สนพ.) กระทรวงพลังงาน เมื่อวันที่ 13-19 ก.ค.ที่ผ่านมา ราคาน้ำมันเบนซินออกเทน 95 ในตลาดจรสิงโปร์ 68.73 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล ซึ่งหากคิดเป็นเงินไทยก็ประมาณ 14.70 บาทต่อลิตร แต่น้ำมันเบนซิน 95 ในไทยกลับพุ่งไป 38.64 บาท (20 ก.ค.2552)
       
       จึงน่าสงสัยว่า... น้ำมันไทยมีค่าอะไรบ้าง? ที่บวกเข้าไปแล้ว จึงทำให้ราคาเพิ่มขึ้นเป็นกว่า 2 เท่าตัว!!
       
       ก่อนที่จะเจาะเข้าไปถึงสาเหตุที่ทำให้น้ำมันแพงมหาโหด มาทำความรู้จักโครงสร้างราคาน้ำมันของไทยก่อนดีกว่า...
       จากข้อมูลของสำนักงานคณะกรรมการนโยบายพลังงานแห่งชาติ(สพช.) โครงสร้างราคาน้ำมันของไทยแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ 1.ราคาน้ำมันขายส่งหน้าโรงกลั่น และ 2.ราคาขายปลีก ซึ่งทั้งสองส่วนจะเกี่ยวข้อง และมีผลต่อราคาสุดท้าย ที่ผู้ใช้รถเติมจากปั๊มน้ำมันนั่นเอง
       
       โดยราคาน้ำมันขายส่งหน้าโรงกลั่น จะประกอบไปด้วย ราคา ณ โรงกลั่น ที่หมายถึงต้นทุนในการซื้อน้ำมันดิบจากต่างประเทศ (เกือบทั้งหมดไทยนำเข้า) รวมค่าขนส่ง และค่ากระบวนการกลั่น บวกภาษีสรรพสามิต บวกภาษีเทศบาล บวกกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง บวกกองทุนเพื่อส่งเสริมการอนุรักษ์พลังงาน และสุดท้ายภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) รวมกันออกมาเป็น… “ราคาขายส่ง ณ หน้าโรงกลั่น”
       เมื่อโรงกลั่นขายต่อให้บริษัทน้ำมัน เป็นราคาขายส่ง ณ หน้าโรงกลั่น เพื่อจำหน่ายต่อให้กับประชาชนทั่วไป เรียกว่า... “ราคาขายปลีก”
       
       แต่ก่อนที่จะมาเป็นราคาน้ำมันขายปลีก ย่อมต้องมีการบวกต้นทุนและกำไรต่างๆ เข้าไปอีก ประกอบไปด้วยราคาขายส่ง ณ หน้าโรงกลั่น และบวกค่าการตลาด ที่หมายถึงต้นทุนค่าใช้จ่ายในการดำเนินธุรกิจของผู้ประกอบการ หรือบริษัทน้ำมันยี่ห้อนั้นๆ เช่น ค่าจ้างแรงงาน ค่าขนส่งจากคลังน้ำมันไปยังสถานีบริการน้ำมัน ค่าสารปรับปรุงคุณภาพ ค่าส่งเสริมการตลาด และค่าผลตอบแทนในการดำเนินธุรกิจ เป็นต้น
       
       สุดท้ายก็มาบวกภาษีมูลค่าเพิ่มซ้ำอีกรอบ จึงออกมาเป็น… “ราคาขายปลีก” (ดูตารางประกอบ) ที่จำหน่ายให้กับประชาชนผู้ใช้รถทั่วไป
       
       ทั้งนี้สนพ. ได้สรุปโครงสร้างราคาน้ำมันของไทย แบ่งเป็นค่าต้นทุนในการซื้อน้ำมันจากโรงกลั่น หรือนำเข้าจากต่างประเทศ มีสัดส่วน 50-60% ค่าภาษีและกองทุนต่างๆ มีสัดส่วน 30-35% และค่าการตลาดจะอยู่ประมาณ 10%
       มาถึงตรงนี้คงมีคำถามแล้วว่า... ในเมื่อโครงสร้างราคาน้ำมันก็ชัดเจน การขึ้น-ลงของน้ำมันก็น่าจะขึ้นอยู่กับราคาน้ำมันโลกเป็นหลัก แล้วอะไร? เป็นเหตุให้ราคาน้ำมันไทยถึงแพงเท่ากัน ไม่ว่าราคาน้ำมันโลกจะ 70 หรือ 140 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล
       
       ราคาน้ำมันตลาดโลก ค่าการตลาด ภาษีสรรพสามิต และกองทุนน้ำมัน เป็นปัจจัยหลักของคำตอบ!
       
       แน่นอนเรื่องราคาน้ำมันดิบในตลาดโลก เราไม่สามารถกำหนดเองได้อยู่แล้ว แต่สิ่งที่เรากำหนดเองอย่างภาษีทั้งหลาย และกองทุนน้ำมัน นั่นแหละที่ดูจะมีบทบาทที่ทำให้ราคาน้ำมันไทยแพงหูฉี่อยู่ขณะนี้
       
       ทีนี้มาดูราคาน้ำมันวันที่ 3 สิงหาคมที่ผ่านมา ราคาน้ำมันเบนซิน 95 อยู่ที่ 39.74 บาทต่อลิตร แต่จะพบว่าเงินที่เก็บเข้ารัฐในรูปแบบต่างๆ มีสัดส่วนมากถึง 45% (ดูตาราง 1 ประกอบ)
       เป็นเงินภาษีสรรพสามิต 7 บาท ภาษีเทศบาล 0.70 บาท กองทุนน้ำมัน 7 บาท กองทุนอนุรักษ์ฯ 0.75 บาท ภาษีมูลค่าเพิ่ม หรือแวต คิดซ้อนกัน 2 ครั้ง เป็นเงิน 2.60 บาท รวมแล้วมากถึง 18.0499 บาท!!
       
       ยิ่งน้ำมันเบนซิน 91 เงินเก็บเข้ารัฐพุ่งถึง 48% ส่วนน้ำมันแก๊สโซฮอล์ 95 และ 91 เก็บน้อยลงมาหน่อย เพราะเป็นพลังงานทดแทนที่รัฐสนับสนุนผ่านกองทุนน้ำมัน(เก็บน้อยลง หรือชดเชยแทนภาษีสรรพสามิต ส่งผลตัวเลขเงินจัดเก็บกองทุนน้ำมันบางรายการเป็น-) ทำให้สัดส่วนอยู่ที่ประมาณ 36-37%
       
       แต่ยังนับว่ามากกว่าสัดส่วน 30-35% ที่สนพ.ได้เเปิดเผยสัดส่วนค่าภาษีและกองทุนต่างๆ ที่มีสัดส่วน 30-35% เท่านั้น!!

       อาจจะดูเป็นเรื่องไม่ผิดปกติ แต่เมื่อเทียบโครงสร้างราคาน้ำมันเบนซิน 95 ณ วันที่ 4 สิงหาคม 2551 อยู่ที่ 39.39 บาท (ดูตาราง 2 ประกอบ) ซึ่งเป็นช่วงที่ราคาน้ำมันดิบอยู่ที่กว่า 110 เหรียญสหรัฐฯ ต่อบาร์เรล (ดูต้นทุนราคาหน้าโรงกลั่นจะเห็นความแตกต่างชัดเจน) กลับพบความแตกต่างชัดเจน เพราะมีสัดส่วนเงินเก็บเข้ารัฐเพียง 27.50%
       
       และไม่ต้องไปดูน้ำมันแก๊สโซฮอล์ทั้งหลาย เงินเก็บเข้ารัฐเพียงแค่ 2-3 บาทต่อลิตรเท่านั้น เนื่องจากได้รับการลดหย่อนภาษีสรรพสามิต จากมาตรการช่วยเหลือประชาชน “6 มาตรการ 6 เดือน ช่วยเหลือประชาชน” ของรัฐบาลอดีตนายกฯ “สมัคร สุนทรเวช” นับตั้งแต่วันที่ 25 กรกฎาคม 2551 – 31 มกราคม 2552 ภายหลังราคาน้ำมันปรับตัวพุ่งสูงถึงกว่า 40 บาทต่อลิตร เมื่อกลางปีที่แล้ว
       
       อย่างไรก็ตาม เพื่อไม่ให้เกิดความเสียเปรียบ ให้ดูสัดส่วนเงินเก็บเข้ารัฐจากน้ำมันเบนซิน 95 และ 91 เพราะไม่ได้อยู่ใน “6 มาตรการ 6 เดือน ช่วยเหลือประชาชน” และคงจะเห็นต้นตอราคาน้ำมันแพงได้อย่างชัดเจน
       
       มาจากเงินที่รัฐจัดเก็บค่าภาษีและกองทุนน้ำมันจากผู้ค้าน้ำมันนั่นเอง!!
       โดยจุดพลิกที่ทำให้น้ำมันในไทยปัจจุบันแพงผิดปกติ ย่อมมาจากการยกเลิกการลดหย่อนจัดเก็บภาษีสรรพสามิต จาก “6 มาตรการ 6 เดือน ช่วยเหลือประชาชน” ของรัฐบาลนายกฯ “อภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ” เมื่อวันที่ 1 กุมภาพันธ์ 2552 ที่ผ่านมา
       และไม่เพียงเท่านั้น รัฐบาลโอบามาร์คยังลักไก่ปรับภาษีสรรพสามิต น้ำมันเบนซินทุกประเภทชนเพดานสูงสุด 5 บาทต่อลิตร จากเดิมเรียกเก็บอยู่ที่ 3.685/4.685 บาทต่อลิตร ส่วนน้ำมันดีเซลทุกประเภท เดิมจัดเก็บอยู่ที่ 2.1898/2.305 และ 2.405 บาทต่อลิตร ปรับขึ้นไปเป็น 2.190/3.305 และ4.00 บาทต่อลิตร ขณะที่ภาษีสรรพสามิตน้ำมันแก๊สโซฮอล์ E10 ทุกประเภท และ E20 ปรับเพิ่มแบบปัดตัวเลขทศนิยม จาก 3.165 เป็น 3.317 บาทต่อลิตร
       
       แต่นั่นยังไม่เท่าไหร่ หากเทียบกับการปรับขึ้นภาษีสรรพสามิตน้ำมันระลอก 2 ภายหลังรัฐบาลออกอาการถังแตก!
       

       ด้วยการออกพระราชกำหนดขยายเพดานจัดเก็บภาษีสรรพสามิตน้ำมัน โดยเพิ่มจาก 5 บาทต่อลิตร เป็น 10 บาทต่อลิตร ซึ่งกระทรวงการคลังได้ออกประกาศกระทรวง เพื่อให้มีผลบังคับใช้เกี่ยวกับอัตราการจัดเก็บภาษีน้ำมันเพิ่มขึ้นจากเดิม 2 บาทต่อลิตร หรือเป็น 7 บาทต่อลิตร (ยังไม่เต็มเพดาน) และมีผลบังคับใช้ตั้งแต่เที่ยงคืนวันที่ 14 พฤษภาคม 2552 เป็นต้นไป...

       ทั้งที่เรื่องนี้หลายฝ่ายต่างออกมาแย้งไม่เห็นด้วย เพราะในสภาวะเศรษฐกิจตกต่ำเช่นนี้ รัฐควรจะช่วยประชาชนลดภาระค่าครองชีพ และลดต้นทุนทางธุรกิจ เพื่อร่วมกันกระตุ้นเศรษฐกิจชาติให้ยืนอยู่ได้
       
       แน่นอนว่าราคาน้ำมันปัจจุบัน จึงล้วนจัดเก็บตามอัตราภาษีสรรพสามิตใหม่ แม้แต่น้ำมันแก๊สโซฮอล์ก็ไม่แตกต่าง โดยได้รับการอุดหนุนจากกองทุนน้ำมันเพียงแค่ไม่กี่สตางค์เท่านั้น ยกเว้นน้ำมันแก๊สโซฮอล์ อี85
       
       เหตุนี้จึงไม่แปลกที่สัดส่วนเงินเก็บเข้ารัฐ จะสูงถึง 36-48% ทั้งที่สนพ. เคยระบุว่าเงินค่าภาษีและกองทุนต่างๆ ที่รัฐเก็บจากผู้ค้าน้ำมันเพียงแค่ 30-35% ปัจจุบันมันจะพุ่งไปกว่า 36-48%
       
       ฉะนั้นคำถามที่ว่า… ทำไม? ราคาน้ำมันไทยแพง ทั้งที่ราคาน้ำมันตลาดโลกต่ำกว่าเมื่อปีที่แล้ว คงจะได้คำตอบชัดเจนแล้ว… สาเหตุมาจากอะไร?! นอกจากการโยนให้บริษัทปตท., โรงกลั่น และราคาน้ำมันในตลาดโลก!!
       
       ตาราง 1 : โครงสร้างราคาน้ำมัน ณ วันที่ 3 สิงหาคม 2552

       
ชนิดน้ำมัน ราคาหน้าโรงกลั่น ภาษีสรรพสามิต ภาษีเทศบาล กองทุนน้ำมัน กองทุนอนุรักษ์ฯ ราคาขายส่งหน้าโรงกลั่น ภาษีมูลค่าเพิ่ม ราคาขายส่งและภาษีฯ ค่าการตลาด ภาษีมูลค่าเพิ่ม ราคาขายปลีก
เบนซิน 95 17.1123 7 0.7 7 0.75 32.5623 2.2794 34.8417 4.5779 0.3205 39.74
แก๊สโซฮอล์ 95 E10 17.7236 6.3 0.63 2.27 0.25 27.1736 1.9022 29.0758 1.3684 0.0958 30.54
แก๊สโซฮอล์ 95 E20 18.2403 5.6 0.56 -0.46 0.25 24.1903 1.6933 25.8836 2.2022 0.1542 28.24
แก๊สโซฮอล์ 95 E85 20.6633 1.05 0.105 -7.13 0.25 14.9383 1.0457 15.984 5.5476 0.3883 21.92
เบนซิน 91 16.6914 7 0.7 5.7 0.75 30.8414 2.1589 33.003 1.0651 0.0746 34.14
แก๊สโซฮอล์ 91 E10 17.5384 6.3 0.63 1.67 0.25 26.3884 1.8472 28.2356 1.406 0.0984 29.74
ดีเซล 16.622 5.31 0.531 1.7 0.75 24.913 1.7439 26.6569 1.3393 0.0938 28.09
ดีเซล B5 16.9201 5.04 0.504 -0.23 0.25 22.4841 1.5739 24.058 1.1514 0.0806 25.29


       หมายเหตุ : ที่มา - สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน
       หน่วย = บาท/ลิตร
       อัตราแลกเปลี่ยน = 34.1916 บาท/เหรียญสหรัฐ
       ราคาเอทานอล = 21.29 บาท/ลิตร
       ราคไบโอดีเซล (B100) = 26.36 บาท/ลิตร
       อ้างอิงราคาขายปลีกน้ำมันของบริษัท ปตท.
       อ้างอิงราคาขายปลีกน้ำมันเบนซิน 95ของปิโตรนาส
       
       ตาราง 2 : โครงสร้างราคาน้ำมัน ณ วันที่ 4 สิงหาคม 2551

       
ชนิดน้ำมัน ราคาหน้าโรงกลั่น ภาษีสรรพสามิต ภาษีเทศบาล กองทุนน้ำมันฯ กองทุนอนุรักษ์ ราคาขายส่งหน้่าโรงงาน ภาษีมูลค่าเพิ่ม ราคาขายส่งและภาษีฯ ค่าการตลาด ภาษีมูลค่้าเพิ่ม ราคาขายปลีก
เบนซิน 95 26.1653 3.685 0.3685 3.45 0.75 34.4188 2.4093 36.8281 2.3943 0.1676 39.39
แก๊สโซฮอล์ 95 E10 25.5403 0.0165 0.0017 0.25 0.25 26.0585 1.8241 27.8826 2.4363 0.1706 30.49
แก๊สโซฮอล์ 95 E20 24.8222 0.0165 0.0017 -0.3 0.25 24.7903 1.7353 26.5256 2.4901 0.1743 29.19
เบนซิน 91 25.746 3.685 0.3685 3 0.75 33.5495 2.3485 35.898 1.9552 0.1369 37.99
แก๊สโซออล์ 91 E10 25.3535 0.0165 0.0017 -0.25 0.25 25.3716 1.776 27.1477 2.376 0.1663 29.69
ดีเซล 31.9354 0.005 0.0005 0.1 0.25 32.2909 2.2604 34.5512 2.6998 0.189 37.44
ดีเซล B5 32.1599 0.0898 0.009 -1.3 0.25 31.2087 2.1846 33.3933 3.1278 0.2189 36.74


       หมายเหตุ : ที่มา - สำนักงานนโยบายและแผนพลังงาน กระทรวงพลังงาน
        หน่วย = บาท/ลิตร
        อัตราแลกเปลี่ยน = 33.6592 บาท/เหรียญสหรัฐ
        ราคาเอทานอล = 18.01 บาท/ลิตร
        ราคไบโอดีเซล (B100) = 39.27 บาท/ลิตร
        อ้างอิงราคาขายปลีกน้ำมันของบริษัท ปตท.
        อ้างอิงราคาขายปลีกน้ำมันเบนซิน95 ของเชลล์

ที่มา www.manager.co.th



 จรรยาบรรณและศีลธรรมของตัวแทนประกันชีวิต

 จรรยาบรรณ ข้อที่ 1
 มีความซื่อสัตย์ต่อผู้เอาประกันภัย บริษัท และเพื่อนร่วมอาชีพ

 

จรรยาบรรณ ข้อที่ 2
 ให้บริการที่ดีอย่างสม่ำเสมอ และชี้แจงให้ผู้เอาประกันภัยทราบถึงสิทธิและหน้าที่ เพื่อรักษาผลประโยชน์ของผู้เอาประกันภัย

จรรยาบรรณ ข้อที่ 3
 รักษาความลักอันมิควรเปิดเผยของผู้เอาประกันภัย และของบริษัทต่อบุคคลภายนอก

จรรยาบรรณ ข้อที่ 4
 เปิดเผยข้อความจริงของผู้เอาประกันภัยในส่วนที่เป็นสาระสำคัญ เพื่อการพิจารณารับประกัน หรือเพื่อความสมบูรณ์แห่งกรมธรรม์

จรรยาบรรณ ข้อที่ 5
 ไม่เสนอแนะผู้ขอเอาประกันภัยทำประกันภัยเกินความสามารถในการชำระเบี้ยประกันภัย หรือเสนอขายนอกเหนือเงื่อนไขแห่งกรมธรรม์

จรรยาบรรณ ข้อที่ 6
 ไม่ลดหรือเสนอที่จะลดค่าบำเหน็จ เพื่อเป็นแรงจูงใจให้เอาประกันภัย

จรรยาบรรณ ข้อที่ 7
 ไม่แนะนำให้ผู้เอาประกันภัยสละกรมธรรม์เดิม เพื่อทำสัญญาใหม่ หากทำให้ผู้เอาประกันภัยเสียประโยชน์

จรรยาบรรณ ข้อที่ 8
 ไม่กล่าวให้ร้ายทับถมตัวแทนหรือบริษัทอื่น

จรรยาบรรณ ข้อที่ 9
 หมั่นศึกษาหาความรู้ในวิชาชีพเพิ่มเติมอยู่เสมอ

จรรยาบรรณ ข้อที่ 10
 ประพฤติตนอยู่ในศีลธรรมประเพณีอันดีงาม ทั้งธำรงไว้ซึ่งเกียรติ ศักดิ์ศรี และคุณธรรมแห่งอาชีวปฏิญาณ*
 
        * “อาชีวปฏิญาณ” หมายถึง การที่ผู้ประกอบวิชาชีพตัวแทนประกันชีวิตจะต้องปฏิญาณต่อวิชาชีพ กล่าวคือ จะต้องละเว้นไม่ปฏิบัติสิ่งใด ๆ อันอาจทำให้เสื่อมเสียชื่อเสียงของสถาบันประกันชีวิตและบริษัทประกันชีวิตต้นสังกัด

ที่มา สถาบันประกันภัยไทย

edit @ 12 Aug 2009 20:44:53 by Insurance / การประกันภัย / ประกันชีวิต

การขอเอาประกันภัย

   สำหรับการประกันภัยการขนส่งสินค้าทางทะเลนั้น มีแนวทางในการขอเอาประกันภัย ดังนี้

    1. ควรเลือกเงื่อนไขความคุ้มครองให้เหมาะสมกับประเภทของสินค้า กล่าวคือ สินค้าโดยทั่วๆ ไปที่มีการบรรจุหีบห่อ เงื่อนไขความคุ้มครองมักใช้เงื่อนไขแบบมาตรฐานที่เรียกว่า Institute Cargo Clauses ซึ่งมีให้เลือก 3 เงื่อนไขด้วยกัน คือ
    เงื่อนไข “A” สำหรับการคุ้มครองที่กว้างที่สุด
    เงื่อนไข “B” สำหรับการคุ้มครองอุบัติเหตุที่ร้ายแรง เช่นรถคว่ำ เรือชนกัน เกยตื้น ไฟไหม้ และรวมถึงความเสียหายจากการเปียกน้ำด้วย
    เงื่อนไข “C” คุ้มครองเฉพาะอุบัติเหตุที่ร้ายแรงเท่านั้น

        อย่างไรก็ดี สำหรับสินค้าบางประเภทการเลือกใช้เงื่อนไข Institute Cargo Clauses แบบหนึ่งแบบใดอาจจะไม่เหมาะสม ควรเลือกเงื่อนไขความคุ้มครองที่ร่างขึ้นสำหรับสินค้านั้นๆ โดยเฉพาะ ซึ่งเรียกรวมๆ ว่าเงื่อนไขพิเศษ (Trade Clauses) เช่น

    Bulk Oil Clauses สำหรับคุ้มครองน้ำมันที่บรรทุกในเรือบรรทุกน้ำมัน
    Institute Frozen Foods Clauses สำหรับสินค้าที่แช่แข็ง
    Institute Frozen Meat Clauses สำหรับสินค้าที่เป็นเนื้อแช่แข็ง
    Institute Coal Clauses สำหรับคุ้มครองถ่านหิน

    2. ควรระบุให้กรมธรรม์มีผลคุ้มครองตลอดเส้นทางของการขนส่ง เช่น คลังสินค้าของผู้ซื้อสินค้าสมมติว่าตั้งอยู่ในเชียงใหม่ สินค้านำเข้ามาจากฮ่องกงซึ่งเรือสินค้าจะต้องเข้าเทียบท่าเรือกรุงเทพฯ ก่อนขนส่งต่อภายในประเทศไปยังจังหวัดเชียงใหม่ จึงควรระบุในกรมธรรม์ให้ความคุ้มครอง เริ่มจากฮ่องกงผ่านกรุงเทพฯ ถึงเชียงใหม่ (From Hongkong via Bangkok to Chiengmai)
    3.ควรพิจารณาดูว่าสัญญาซื้อขายเป็นเงื่อนไขแบบใด ถ้าเป็นสัญญาซื้อขายแบบ C.I.F. ในกรณีที่เป็นสินค้าส่งออกจะต้องตรวจดูเงื่อนไขของ L/C ที่ผู้ซื้อสินค้าระบุมาว่าให้ใช้เงื่อนไขความคุ้มครองแบบใด ถ้าผู้ซื้อระบุการคุ้มครองที่กว้างกว่าประเพณีนิยมของการซื้อขายชนิดนั้น ผู้ซื้อมีหน้าที่รับภาระค่าเบี้ยประกันภัยส่วนที่เพิ่มขึ้นจากปกติ
    4. ควรพิจารณาทำประกันภัยกับบริษัทประกันภัยภายในประเทศ โดยเฉพาะกรณีที่เป็นสินค้านำเข้าเพราะนอกจากจะเป็นการสงวน เงินตราไว้ภายในประเทศ ได้ส่วนหนึ่งแล้วในกรณีที่สินค้าได้รับความเสียหายหรือสูญหาย ขั้นตอนการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน จากบริษัทประกันภัยในประเทศ จะสะดวกรวดเร็วกว่าการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากบริษัทประกันภัยซึ่งตั้งอยู่ต่างประเทศ
    5. ควรมีข้อมูลและรายละเอียดสำหรับทำประกันภัย ดังนี้
    - ชื่อผู้เอาประกันภัย
    - ชื่อและประเภทของสินค้าที่เอาประกันภัย
    - จำนวนเงินเอาประกันภัย
    - เส้นทางการขนส่ง ควรระบุเมืองต้นทาง และเมืองปลายทางให้ชัดเจนในกรณีที่มีการถ่ายลำจะต้องระบุเมืองท่าที่มีการถ่ายลำด้วย
     - เงื่อนไขความคุ้มครองที่ต้องการ ภายหลังจากที่สินค้าขึ้นเรือเรียบร้อย จะต้องแจ้งข้อมูลให้บริษัททราบเพื่อออกกรมธรรม์ ดังนี้
    - ชื่อเรือหรือยานพาหนะที่ใช้บรรทุกสินค้า ชื่อเรือที่มีการถ่ายลำ (ถ้ามี)
    - วันที่เรือออกเดินทาง
    - ชื่อเมืองท่าต้นทางและปลายทาง
    - จำนวนหีบห่อและเครื่องหมายบนหีบห่อ

  1.  
    1. Letter of Credit
    2. ใบกำกับสินค้า (Commercial Imvoice)
    3. ใบตราส่ง (Bill of Lading)
      1. สำรวจสภาพสินค้าในทันทีทุกครั้งก่อนรับมอบสินค้า
      2. ถ้าพบสินค้าเสียหาย/สูญหาย ให้ผู้ขนส่ง/ผู้รับฝากสินค้า ออกหลักฐานระบุความเสียหายหรือทำเป็นหมายเหตุลงในใบรับสินค้า
      3. กรณีขนส่งด้วยตู้ลำเลียง (Container) ต้องตรวจว่า ตู้ลำเลียง และ Seal มีสภาพเรียบร้อยถูกต้อง ถ้าตู้ลำเลียงหรือ Seal เสียหาย/สูญหาย หรือเป็น Seal อื่นต้องแจ้งผู้ที่เกี่ยวข้องเป็นหลักฐาน
      4. ยื่นหนังสือเรียกร้องให้ผู้ขนส่ง/ผู้ที่เกี่ยวข้องรับผิดชอบชดใช้ค่าเสียหายทันที
      5. กรณีไม่พบความเสียหายขณะรับมอบ แต่พบในภายหลังต้องทำหนังสือแจ้งผู้ที่เกี่ยวข้องภายใน 3 วัน นับจากวันรับมอบสินค้า
      6. ในทุกกรณีเมื่อพบสินค้าเสียหาย/สูญหาย รีบแจ้งให้ผู้ประกันภัยทราบในทันที
  2. เอกสารที่ใช้ประกอบในการขอเอาประกันภัย


    ข้อแนะนำในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน

       ในกรณีที่เกิดความสูญเสีย และ/หรือความเสียหายที่อาจเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนจากผู้ที่รับผิดชอบเกี่ยวข้องได้ เพื่อเป็นการรักษาผลประโยชน์ในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนของผู้เอาประกันภัย และ/หรือตัวแทนของผู้เอาประกันภัย พึงจะต้องปฏิบัติดังนี้    นอกจากนี้ การจัดเตรียม และส่งมอบหลักฐาน และเอกสารประกอบในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทนที่ครบถ้วนจะช่วยให้ การพิจารณาชดใช้ค่าสินไหมทดแทนสามารถดำเนินการไปด้วยความสะดวกรวดเร็ว

    หลักฐานในการเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน

    1. หนังสือเรียกร้องค่าสินไหมทดแทน Claim Bill
    2. ต้นฉบับกรมธรรม์ประกันภัยทางทะเลและขนส่ง Original Marine Insurance Policy
    3. ใบกำกับสินค้าและใบแสดงการบรรจุหีบห่อ Invoice & Packing List
    4. ใบตราส่งสินค้า Bill of Lading
    5. หลักฐานแสดงความเสียหาย เช่น Survey Report, Wharf Survey Note, Shortlanded Cargo List
    6. หลักฐานหรือเอกสารประกอบอื่นๆ เช่น Charter Party, Sale Contract, Stowage Plan
    7. สำเนาหนังสือเรียกร้องค่าเสียหายถึงผู้ขนส่ง/ผู้ที่เกี่ยวข้องพร้อมหนังสือตอบจากผู้ขนส่ง/ผู้ที่เกี่ยวข้อง ในความรับผิดต่อความเสียหายที่เกิดขึ้น

ที่มา : เว็บไซต์ของกรมการประกันภัย http://www.doi.go.th/

ภัยที่ยกเว้นความคุ้มครองใน Institute Cargo Clauses (C)

     แม้ว่าเงื่อนไขความคุ้มครองตาม Institute Cargo Clauses (C) จะระบุภัยที่ให้ความคุ้มครองไว้อย่างชัดเจนแล้วก็ตาม แต่ก็ได้กำหนดและระบุ สาเหตุ หรือ ลักษณะความเสียหายบางอย่างที่จะถูกยกเว้นไม่ให้ความคุ้มครองไว้เป็นข้อกำหนดอย่างชัดเจนภายใต้ General Exclusions Clause ดังนี้
    In no case shall this insurance cover Loss damage or expense attributable to/caused by
    ไม่ว่ากรณีใดก็ตามการประกันภัยนี้ไม่คุ้มครองความสูญเสีย เสียหาย หรือค่าใช้จ่าย อ้นเนื่องจาก/ที่เกิดจาก

  1.  
      10.1 สงคราม สงครามกลางเมือง การปฏิวัติ กบฏแข็งข้อ หรือ การต่อสู้ของประชาชนที่เกิดจากการดังกล่าว หรือการกระทำเป็นปฏิปักษ์ ซึ่งกระทำต่อ หรือถูกกระทำโดยชาติอำนาจที่เป็นศัตรู
      10.2 การถูกจับกุม ถูกยึด ถูกกุม กักกัน หรือหน่วงเหนี่ยว (ยกเว้น
      การกระทำการเป็นโจรสลัด)
      และผลใดๆ ของการนั้นๆ หรือ ความพยายามใดๆ ที่จะกระทำการดังกล่าว
      10.3 การถูกทิ้งทุ่นระเบิด ตอร์ปิโด ระเบิด หรืออาวุธสงครามอื่นใด

  2. 1. การกระทำมิชอบโดยจงใจของผู้เอาประกันภัย...Wilful misconduct of the Assured
    2. การรั่วไหลไปตามปกติ การขาดหายตามปกติของปริมาณ หรือน้ำหนัก หรือการสึกหรอและสึกกร่อนตามปกติ...Ordinary leakage, ordinary loss in weight or volume, or ordinary wear and tear of the subject-matter insured
    3.การบรรจุหีบห่อ หรือการจัดเตรียมที่ไม่เพียงพอ หรือไม่เหมาะสมในวัตถุแห่งการประกันภัย... Insufficiency or unsuit-ability of packing or preparation of the subject-matter insured
    4. ข้อเสียในตัวเองหรือลักษณะตามธรรมชาติของวัตถุแห่งการประกันภัย...Inherent vice or nature of the subject-matter insured
    5. การล่าช้า แม้ว่าการล่าช้านั้นจะเกิดจากภัยที่คุ้มครองก็ตาม...Delay, even though the delay be caused by a risk insured against
    6. การล้มละลาย หรือ การไม่สามารถใช้หนี้สิน ไม่ว่าของเจ้าของเรือ, ผู้เช่าเหมาเรือ หรือผู้ดำเนินการเดินเรือ หรือตัวแทนของบุคคลใดบุคคลหนึ่งที่กล่าวมา...Insolvency or financial default of the owners, managers, charterers, or operators of the vessel
    7. การใช้อาวุธสงครามที่อาศัยการแตกตัว หรือ การหลอมตัวของปรมาณู หรือผลกระทบจากกัมมันตภาพรังสี... The use of any weapon of war employing atomic or nuclear fission and/or fusion or other like reaction or radioactive force or matter
    8. เรือ หรือ ยาน ไม่พร้อมที่จะใช้เดินทะเล หรือ เรือ ยาน ยวดยาน ตู้ลำเลียง หรือ ตู้ยก ที่จะใช้ในการบรรทุกสินค้า ไม่พร้อมสมบูรณ์หรือปลอดภัยเพียงพอโดยที่ผู้เอาประกันภัย หรือลูกจ้างของผู้เอาประกันภัยมีส่วนรู้เห็นเป็นใจด้วย...Unseaworthtness & Unfitness Exclusion Clause
    9. การทำความเสียหายโดยเจตนา หรือการทำลายโดยเจตนาต่อวัตถุแห่งการประกันภัย หรือส่วนหนึ่งส่วนใดในวัตถุแห่งการประกันภัย โดยการกระทำที่ผิดกฎหมายไม่ว่าจะโดยบุคคลหนึ่งบุคคลใด หรือหายบุคคลก็ตาม...Deliberate damage to or deliberate destruction of the subject-matter insured or any part thereof by the wrongful act of any person or persons
    10. ข้อยกเว้นภัยสงคราม...War Exclusion Clause

    11. ข้อยกเว้นภัยนัดหยุดงาน... Strikes Exclusion Clause
      11.1 คนงานที่นัดหยุดงาน, คนงานที่ถูกปิดงาน, หรือ บุคคลที่มีส่วนร่วมในการก่อความไม่สงบทางแรงงาน
      11.2 การจลาจล หรือการก่อความวุ่นวายโดยฝูงชน อันเป็นผลจากการนัดหยุดงาน การปิดงาน ความไม่สงบทางแรงงาน
      11.3 การก่อความวุ่นวายโดยฝูงชน อันเกิดจากการก่อการร้าย หรือการกระทำไม่ว่าจะของบุคคลหนึ่งบุคคลใดในการเคลื่อนไหวทางการเมือง

ภัยที่คุ้มครองใน Institute Cargo Clauses (C)

     Institute Cargo Clauses (C) ให้ความคุ้มครองแตกต่างจาก I.C.C. (A) เช่นเดียวกับ I.C.C (B) คือ

     ระบุภัยที่คุ้มครอง และสิ่งที่ยกเว้นความคุ้มครองไว้อย่างชัดเจน ความสูญเสียหรือเสียหาย อันสืบเนื่องจากหรือมีสาเหตุจากภัย ที่ไม่ได้ระบุไว้จะไม่ได้รับความคุ้มครอง
    แต่ I.C.C. (C) ให้ความคุ้มครองที่แคบกว่า I.C.C. (B) โดยแบ่งความคุ้มครองออกเป็น 2 ลักษณะ คือ

  1.  
      1.1 อัคคีภัย หรือ การระเบิด...Fire or explosion
      1.2 เรือ หรือยวดยานประสบเหตุเกยตื้น เกยพื้น จม หรือพลิกคว่ำ...Vessel or craft stranded grounded sunk or capsized
      1.3 การคว่ำ หรือตกรางของยานพาหนะทางบก...Overturning or derailment of land conveyance
      1.4 การชนหรือการโดนกันของเรือ ยวดยาน หรือยานพาหนะ กับวัตถุภายนอกใดๆ ก็ตาม นอกเหนือจากกับน้ำ...Collision or contact of vessel craft or conveyance with any external object other than water 1.5 การขนถ่ายสินค้าลงที่ท่าใช้หลบลี้ภัย...Discharge of cargo at a port of distress
      2.1 การถูกสละไปอันถือได้ว่าเป็นการสูญเสียเพื่อส่วนรวม...General Average Sacrifice
      2.2 การถูกทิ้งทะเล...Jettison

  2. 1. Loss of or damage to the subject-matter insured reasonably attributable to...การใช้คำ reasonably attributable to...เท่ากับว่า ผู้รับประกันภัยชดใช้ในความสูญเสียหรือเสียหาย ซึ่งมีผลสือเนื่องจากภัยที่ระบุไว้ไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงสาเหตุที่เป็นตัวการที่ทำให้เกิดความเสียหายภัยที่คุ้มครอง ได้แก่
    2. Loss of or damage to the subject-matter insured caused by...การใช้คำ caused by... หมายความว่า ความสูญเสียหรือเสียหายจะต้องมีสาเหตุโดยตรงจากภัยที่ระบุไว้ ได้แก่

       นอกจากนี้ ความสูญเสียหรือความเสียหาย หรือค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเนื่องจากกรณี General Average และ/หรือ Boths to Blame Collision ก็ได้รับความคุ้มครองด้วย กล่าวคือ

ภัยที่ยกเว้นความคุ้มครองใน Institute Cargo Clauses (B)

    แม้ว่าเงื่อนไขความคุ้มครองตาม Institute Cargo Clauses (B) จะระบุภัยที่ให้ความคุ้มครองไว้อย่างชัดเจนแล้วก็ตาม แต่ก็ได้กำหนดและระบุ สาเหตุ หรือ ลักษณะความเสียหายบางอย่างที่จะถูกยกเว้นไม่ให้ความคุ้มครองไว้เป็นข้อกำหนดอย่างชัดเจนภายใต้ General Exclusions Clause ดังนี้
    In no case shall this insurance cover Loss damage or expense attributable to/caused by
     ไม่ว่ากรณีใดก็ตามการประกันภัยนี้ไม่คุ้มครอง ความสูญเสีย เสียหาย หรือค่าใช้จ่าย อ้นเนื่องจาก/ที่เกิดจาก

    1. การกระทำมิชอบโดยจงใจของผู้เอาประกันภัย...Wilful misconduct of the Assured
    2. การรั่วไหลไปตามปกติ, การขาดหายตามปกติของปริมาณ หรือน้ำหนัก หรือการสึกหรอและสึกกร่อนตามปกติ...Ordinary leakage, ordinary loss in weight or volume, or ordinary wear and tear of the subject-matter insured
    3. การบรรจุหีบห่อ หรือการจัดเตรียมที่ไม่เพียงพอ หรือไม่เหมาะสมในวัตถุแห่งการประกันภัย...Insufficiency or unsuit-ability of packing or preparation of the subject-matter insured
    4. ข้อเสียในตัวเองหรือลักษณะตามธรรมชาติของวัตถุแห่งการประกันภัย...Inherent vice or nature of the subject-matter insured
    5. การล่าช้า แม้ว่าการล่าช้านั้นจะเกิดจากภัยที่คุ้มครองก็ตาม...Delay, even though the delay be caused by a risk insured against
    6. การล้มละลาย หรือ การไม่สามารถใช้หนี้สิน ไม่ว่าของเจ้าของเรือ, ผู้เช่าเหมาเรือ หรือผู้ดำเนินการเดินเรือ หรือตัวแทนของบุคคลใดบุคคลหนึ่ง ที่กล่าวมา...Insolvency or financial default of the owners, managers, charterers, or operators of the vessel
    7. การใช้อาวุธสงครามที่อาศัยการแตกตัว หรือ การหลอมตัวของปรมาณู หรือ ผลกระทบจากกัมมันตภาพรังสี...The use of any weapon of war employing atomic or nuclear fission and/or fusion or other like reaction or radioactive force or matter
    8. เรือ หรือ ยาน ไม่พร้อมที่จะใช้เดินทะเล หรือ เรือ ยาน ยวดยาน ตู้ลำเลียง หรือ ตู้ยก ที่จะใช้ในการบรรทุกสินค้า ไม่พร้อมสมบูรณ์หรือปลอดภัยเพียงพอ โดยที่ผู้เอาประกันภัย หรือลูกจ้างของผู้เอาประกันภัยมีส่วนรู้เห็นเป็นใจด้วย...Unseaworthtness & Unfitness Exclusion Clause
    9. การทำความเสียหายโดยเจตนา หรือการทำลายโดยเจตนาต่อวัตถุแห่งการประกันภัย หรือส่วนหนึ่งส่วนใดในวัตถุแห่งการประกันภัย โดยการกระทำที่ผิดกฎหมายไม่ว่าจะโดยบุคคลหนึ่งบุคคลใด หรือหลายบุคคลก็ตาม...Deliberate damage to or deliberate destruction of the subject-matter insured or any part thereof by the wrongful act of any person or persons
    10. ข้อยกเว้นภัยสงคราม...War Exclusion Clause
      10.1 สงคราม สงครามกลางเมือง การปฏิวัติ กบฏแข็งข้อ หรือ การต่อสู้ของประชาชนที่เกิดจากการดังกล่าว หรือการกระทำเป็นปฏิปักษ์ ซึ่งกระทำต่อ หรือถูกกระทำโดยชาติอำนาจที่เป็นศัตรู
      10.2 การถูกจับกุม ถูกยึด ถูกกุม กักกัน หรือหน่วงเหนี่ยว (ยกเว้น การกระทำการเป็นโจรสลัด) และผลใดๆ ของการนั้นๆ หรือ ความพยายามใดๆ ที่จะกระทำการดังกล่าว
      10.3 การถูกทิ้งทุ่นระเบิด ตอร์ปิโด ระเบิด หรืออาวุธสงครามอื่นใด
    11. ข้อยกเว้นภัยนัดหยุดงาน...Strikes Exclusion Clause

      11.1 คนงานที่นัดหยุดงาน, คนงานที่ถูกปิดงาน, หรือ บุคคลที่มีส่วนร่วมในการก่อความไม่สงบทางแรงงาน
      11.2 การจลาจล หรือการก่อความวุ่นวายโดยฝูงชน อันเป็นผลจากการนัดหยุดงาน การปิดงาน ความไม่สงบทางแรงงาน
      11.3 การก่อความวุ่นวายโดยฝูงชน อันเกิดจากการก่อการร้าย หรือการกระทำไม่ว่าจะของบุคคลหนึ่งบุคคลใดในการเคลื่อนไหวทางการเมือง

ภัยที่คุ้มครองใน Institute Cargo Clauses (B)

Institute Cargo Clauses (B) ให้ความคุ้มครองแตกต่างจาก Institute Cargo Clauses (A) คือI.C.C (A) ระบุให้คุ้มครองการเสี่ยงภัยทุกชนิดที่มีสาเหตุจากภายนอกพร้อมกับกำหนดยกเว้นภัยบางประเภทไว้เท่านั้น แต่
I.C.C (B) ระบุภัยที่คุ้มครอง และสิ่งที่ยกเว้นความคุ้มครองไว้อย่างชัดเจน ความสูญเสียหรือเสียหายอันเนื่องจาก หรือมีสาเหตุจากภัยที่ไม่ได้ระบุไว้จะไม่ได้รับความคุ้มครอง
  1.  
      1.1 อัคคีภัย หรือ การระเบิด...Fire or explosion
      1.2 เรือ หรือยวดยานประสบเหตุเกยตื้น เกยพื้น จม หรือพลิกคว่ำ...Vessel or craft stranded grounded sunk or capsized
      1.3 การคว่ำหรือตกรางของยานพาหนะทางบก...Overturning or derailment of land conveyance
      1.4 การชนหรือการโดยกันของเรือ ยวดยาน หรือ ยานพาหนะ กับวัตถุ ภายนอกใดๆ ก็ตามนอกเหนือจากกับน้ำ...Collision or contact of vessel craft or conveyance with any external object other than water
      1.5 การขนถ่ายสินค้าลงที่ท่าใช้หลบภัย...Discharge of cargo at a port of distress
      1.6 แผ่นดินไหว การระเบิดของภูเขาไฟ หรือฟ้าผ่า...Earthquake volcanic eruption of lightning
      2.1 การถูกสละไปอันถือได้ว่าเป็นการสูญเสียเพื่อส่วนรวม...General Average Sacrifice
      2.2 การถูกทิ้งทะเล หรือ การถูกน้ำซัดตกจากเรือไป...Jettison or washing overboard
      2.3 การที่น้ำทะเล น้ำทะเลสาบ หรือน้ำในแม่น้ำ เข้ามาในระวางเรือ หรือยวดยาน หรือเข้ามาในตู้ลำเลียง, ตู้ยก หรือสถานที่เก็บวางสินค้า...Entry of sea lake or river water into vessel craft hold conveyance container liftvan or place of storage

  2.   นอกจากนั้น I.C.C. (B) ยังได้แยกความคุ้มครองออกเป็น 3 ลักษณะ คือ
    1. Loss of or damage to the subject-matter insured reasonably attributable to...การใช้คำ reasonably attributable to...เท่ากับว่าผู้รับประกันภัยชดใช้ในความสูญเสียหรือเสียหาย ซึ่งมีผลสือเนื่องจากภัยที่ระบุไว้ไม่จำเป็นต้องคำนึงถึงสาเหตุที่เป็นตัวการที่ทำให้เกิดความเสียหายภัยที่คุ้มครอง ได้แก่
    2. Loss of or damage to the subject-matter insured caused by...การใช้คำ caused by...หมายความว่า ความสูญเสียหรือเสียหาย จะต้องมีสาเหตุโดยตรงจากภัยที่ระบุไว้ ได้แก่

    3. Total loss of enired package ความสูญเสียโดยสิ้นเชิงของหีบห่อใด ซึ่งตกจากเรือ หรือตกลงมาในขณะขนขึ้น หรือขนลงจากเรือ หรือยวดยาน...Total loss of any package lost overboard or dropped whilst loading on to, or unloading from vessel or craft
        นอกจากนี้ความสูญเสียหรือความเสียหาย หรือค่าใช้จ่ายที่เกิดขึ้นเนื่องจากกรณี General Average และ/หรือ Boths to blame Collision ก็ได้รับความคุ้มครองด้วย กล่าวคือ